สายด่วน : 037-307567 [ แผนที่ ]

กรรณิการ์

ชื่อสามัญ : Night blooming jasmine, Night jasmine, Coral jasmine

ชื่อวิทยาศาสตร์  Nyctanthes arbor-tristis Linn. จัดอยู่ในวงศ์มะลิ (OLEACEAE)

สมุนไพรกรรณิการ์ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กณิการ์ กรรณิการ์ กันลิกากรรณิกา (ภาคกลาง), สะบันงา (น่าน), ปาริชาติ (ทั่วไป) เป็นต้น

หมายเหตุ : P.S.Green ระบุว่าสกุล Nyctanthes มีความใกล้ชิดกับวงศ์ VERBENACEAE มากกว่าวงศ์ OLEACEAE อย่างไรก็ตามข้อมูลในด้านวิวัฒนาการในปัจจุบันจัดให้สกุล NYCTANTHES อยู่ภายใต้วงศ์ OLEACEAE และอยู่ในวงศ์ย่อย MYXOPYREAE[8

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

รายละเอียด :

ต้นกรรณิการ์ มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในตอนกลางของประเทศอินเดีย เข้าใจว่าเข้ามาในไทยในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือในสมัยตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ และมีการสันนิษฐานว่าชื่อ “กรรณิการ์” นั้นมาจากคำว่า “กรรณิกา” ซึ่งมีความหมายว่า ช่อฟ้า กลีบบัว ดอกไม้ ตุ้มหู และเครื่องประดับหู ซึ่งหากสังเกตจากรูปทรงของดอกกรรณิการ์แล้วก็จะเห็นว่าเหมาะจะใช้เป็นเครื่องประดับหูได้ดี เพราะมีหลอดที่ใช้สอดในรูที่เจาะใส่ต้มหูได้นั่นเอง โดยจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ มีเรือนยอดเป็นรูปทรงพีระมิดแคบ มีความสูงของต้นประมาณ 3-5 เมตร เปลือกของลำต้นมีลักษณะขรุขระและเป็นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยมสี่เหลี่ยม และมีขนแข็งสากมือ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง หรือการปักชำกิ่งเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวันและครึ่งวัน หากปลูกในที่แห้งแล้งจะออกดอกน้อย โดยจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน แต่สามารถออกดอกได้ตลอดปีหากมีฝน หรือได้รับการตัดแต่งและมีการให้น้ำอย่างเหมาะสม[1],[2],[5],[6],[7]

ใบกรรณิการ์ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ มีความกว้างประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบหรือบางใบจะหยักแบบห่าง ๆ กัน และตามขอบใบอาจมีขนแข็ง ๆ หลังใบมีขนแข็งสากมือ ส่วนท้องใบมีขนแข็งสั้น ๆ มีเส้นแขนงของใบข้างละ 3-4 เส้น ปลายเส้นจรดกันก่อนถึงขอบใบ และมีก้านใบสั้น ยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร[1],[4]

ดอกกรรณิการ์ ออกดอกเป็นช่อ ออกตามซอกใบหรือง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 1.2-2 เซนติเมตร มีใบประดับรูปคล้ายใบเล็ก ๆ อยู่ 1 คู่ที่ก้านช่อดอก ในแต่ละช่อดอกจะมีดอกอยู่ประมาณ 3-7 ดอก ดอกเป็นดอกย่อยสีขาวและมีกลิ่นหอม ดอกจะบานในช่วงเย็นและจะร่วงในช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่มีก้านดอก ในแต่ละดอกจะมีใบประดับอยู่ 1 ใบ ดอกตูมมีกลีบดอกเรียงซ้อนกันและบิดเป็นเกลียว กลีบมีประมาณ 5-8 กลีบ ปลายกลีบเว้า ส่วนโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีแสดสั้น ๆ ยาวประมาณ 1.1-1.3 เซนติเมตรด้านในมีขนยาว ๆ สีขาวที่โคนหลอด ส่วนด้านนอกเกลี้ยง ที่ปลายหลอดแยกเป็นกลีบสีเขียว หรือที่เรียกว่ากลีบดอก ประมาณ 5-8 กลีบ ในแต่ละกลีบจะมีความยาวประมาณ 0.1-1.1 เซนติเมตร โคนกลีบแคบ ปลายกลีบกว้างและเว้าลึก ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 2 ก้านติดอยู่ภายในหลอด กลีบดอกบริเวณปากหันด้านหน้าเข้าหากัน มีก้านชูอับเรณูเชื่อมติดเป็นเนื้อเดียวกันกับหลอดดอก ส่วนรังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ มีลักษณะกลม มีอยู่ 2 ช่อง และมีออวุลช่องละ 1 เม็ด ส่วนเกสรเพศเมียจะมีแค่ 1 อัน ยอดเกสรเพศเมียมีลักษณะเป็นตุ่มมีขน และยังมีกลีบเลี้ยงดอกสีเขียวอ่อนอยู่ 4 กลีบ ติดกันเป็นหลอดรูปกรวยปลายติดหรือหยักตื้น ๆ 5 หยัก ด้านในเกลี้ยง ส่วนด้านนอกมีขน[1],[2],[4]

ผลกรรณิการ์ ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับหรือมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมค่อนข้างแบน ปลายผลเป็นมนและมีติ่งแหลม ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผิวผลเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลเมื่อแก่จะแตกอ้าออกเป็น 2 ซีก ข้างในผลมีเมล็ดซีกละหนึ่งเมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมแบนและเป็นสีน้ำตาล[1],[5],[8]

สกุลกรรณิการ์ มีสมาชิกอยู่เพียง 2 ชนิด ซึ่งมีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย สุมาตรา ชวา และในประเทศไทย โดยในไทยจะพบได้ทั้ง 2 ชนิด ซึ่งชนิดแรกก็คือ กรรณิการ์ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nyctanthes arbor–tristis L. (ชนิดนี้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ และเป็นชนิดที่กล่าวถึงในบทความนี้ครับ) ส่วนอีกชนิดคือ กรรณิการ์ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nyctanthes aculeata Craib (ในปัจจุบันชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว)[8]

สรรพคุณของกรรณิการ์

  1. รากมีรสขมฝาด ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (ราก)[1],[2],[3],[4],[6],[9]
  2. รากใช้เป็นยาแก้วาโยกำเริบเพื่ออากาศธาตุ (ราก)[6]
  3. ดอกช่วยบำรุงหัวใจ (ดอก)[6]
  4. รากใช้เป็นยาบำรุงกำลัง (ราก)[1],[2],[3],[4],[9]
  5. ใช้เป็นยาแก้อาการอ่อนเพลีย (ราก)[6]
  6. ใช้เป็นยาแก้โลหิตตีขึ้น (ดอก)[6]
  7. ใบมีรสขม ช่วยทำให้เจริญอาหาร ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 1 กำมือ เติมน้ำคั้นลงไปแล้วคั้นเอาแต่น้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้แบ่งรับประทาน 4 ครั้ง ถ้ากินมากจะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย (ใบ)[1],[2],[4],[6],[9]
  8. ใบใช้เป็นยาแก้ตานขโมย (ใบ)[6],[9]
  9. ช่วยบำรุงเส้นผม แก้เส้นผมหงอก ด้วยการใช้ใบนำไปแช่กับน้ำมันมะพร้าวประมาณ 1-2 คืน ก็จะได้น้ำมันที่มีสีเหลืองอ่อน ๆ สำหรับนำมาใช้ทาหมักผมก่อนนอน จะช่วยป้องกันไม่ให้ผมหงอกก่อนวัยได้ (ใบ)[1],[2],[4],[6] ส่วนข้อมูลจากหนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย ระบุว่าส่วนที่นำมาใช้เป็นยาแก้ผมหงอกคือส่วนของราก (ราก)[9]
  10. ช่วยบำรุงผิวหนังให้สดชื่น (ราก)[1],[2],[4],[6],[9]
  11. เปลือกมีรสขมเย็น ใช้เปลือกชั้นในนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ส่วนต้นก็มีสรรพคุณแก้ปวดศีรษะเช่นกัน (ต้น, เปลือก)[1],[2],[3],[4],[6],[9]
  12. ดอกมีรสขม ช่วยแก้ลมวิงเวียน (ดอก)[1],[2],[4],[5],[6]
  13. ใช้เป็นยาแก้ลมและดี (ราก)[4],[6],[9]
  14. ต้นมีรสหวานเย็นฝาดใช้เป็นยาแก้ไข้ ส่วนใบและดอกก็มีสรรพคุณแก้ไข้เช่นกัน (ต้น, ใบ, ดอก)[1],[2],[3],[4],[5],[6],[9]
  15. ใบช่วยแก้ไข้เพื่อดีและแก้ไข้จับสั่นชนิดจับวันเว้นวัน (ใบ)[6]
  16. ดอกใช้เป็นยาแก้ไข้มิรู้สติ เป็นไข้บาดทะจิต แก้ไข้ผอมเหลือง (ดอก)[6]
  17. รากช่วยแก้อาการไอ (ราก)[1],[2],[9]
  18. แพทย์ชนบทในสมัยก่อนจะใช้ต้นและรากกรรณิการ์ นำมาต้มหรือฝนรับประทานเป็นยาแก้อาการไอสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ (ต้น, ราก)[6]
  19. ใช้เป็นยาแก้ตาแดง (ดอก)[6]
  20. ใช้เป็นยาแก้อาการปวดท้อง (ใบ)[6]
  21. ใช้เป็นยาแก้อาการท้องผูก (ราก)[1],[2],[3]
  22. ใบใช้เป็นยาระบาย (ใบ)[6],[9]
  23. ใช้เป็นยาแก้อุจจาระเป็นพรรดึก (ราก)[1],[2],[4],[6],[9f]
  24. ในอินเดียใช้ใบเป็นยาขับพยาธิ (ใบ)[6]
  25. ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ใช้ดอกเป็นยาขับประจำเดือน (ดอก)[6]
  26. ใบใช้เป็นยาบำรุงน้ำดี ขับน้ำดี (ใบ)[1],[2],[3],[4],[5],[6],[9]
  27. ต้นและใบใช้เป็นยาแก้อาการปวดตามข้อ (ต้น, ใบ)[1],[2],[6],[9]
  28. ดอกใช้เป็นยาแก้พิษทั้งปวง (ดอก)[6]

 

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกรรณิการ์

มีการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดแอลกอฮอล์จากใบ ผล และเมล็ดกรรณิการ์เพื่อยับยั้งโรคไขข้อเสื่อมในหนูทดลองที่ถูกทำให้ติดเชื้อวัณโรคจนเกิดอาการไขข้อเสื่อม แล้วได้ทำการให้สารสกัดจากกรรณิการ์กับหนูทดลองทางช่องปาก 25 มก./กก. เป็นเวลา 47 วัน ผลการทดลองพบว่า สารสกัดดังกล่าวสามารถช่วยยับยั้งการเกิดไขข้อเสื่อมได้ โดยจะช่วยลดปริมาณการตายของเซลล์ที่เกิดการติดเชื้อได้[6]
และยังมีงานวิจัยต่อเนื่องที่ระบุว่า เมื่อทำการให้สารสกัดคลอโรฟอร์มจากดอกและใบกรรณิการ์ความเข้มข้น 50, 100, 200 มก./กก. เป็นระยะเวลา 27 วันกับหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นโรคเบาหวานด้วยสาร Streptozocin พบว่าสารสกัดจากดอกและใบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดระดับ Alk Phos, LPO, SGPT, คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของไขมันอุดตันได้อีกด้วย[6]

ประโยชน์ของกรรณิการ์

  • ดอกมีสาร Carotenoid nyctanthin ที่ให้สีเหลืองอมแสด ใช้ทำเป็นสีสำหรับย้อมผ้า ด้วยการใช้โคนกลีบดอกส่วนหลอดสีส้มแดงนำมาโขลกแบบหยาบ ๆ เติมน้ำ แล้วคั้นส่วนน้ำกรองจะได้น้ำที่มีสีเหลืองใส ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ และถ้าเติมน้ำมะนาวหรือสารส้มลงไปเล็กน้อยในขณะย้อม ก็จะทำให้สีคงทนยิ่งขึ้น[3],[6] และนอกจากจะใช้ย้อมสีผ้า สีจร สีผ้าไหมแล้ว ยังใช้ทำสีขนมได้อีกด้วย[4]
  • ดอกใช้สกัดทำเป็นน้ำมันหอมระเหย นำไปใช้สำหรับทำเป็นน้ำหอม[5]
  • ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นฉากหลัง บังสายตาหรือใช้ปลูกเป็นกลุ่ม ๆ และควรห่างจากลานนั่งเล่นพอสมควร เพราะดอกจะมีกลิ่นหอมแรงในช่วงเย็น[5]
  • ในประเทศอินเดียจะนับถือต้นกรรณิการ์ว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง (แต่ในประเทศอินเดีย ต้นกรรณิการ์จะเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงได้ถึง 30 เมตร) จึงอาจถือได้ว่าต้นกรรณิการ์ก็จัดเป็นไม้มงคล[7]


เอกสารอ้างอิง

  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  “กรรณิการ์ (Kanni Ka)”.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 16.
  • หนังสือสมุนไพรไทยในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ.  “กรรณิการ์”.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ).  หน้า 81.
  • หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  “กรรณิการ์ Night Jasmine”.  (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 151.
  • สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  “สมุนไพรให้สีแต่งสีอาหาร กรรณิการ์”. [ ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th.  [30 ม.ค. 2014].
  • ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  “กรรณิการ์”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: agkc.lib.ku.ac.th.  [30 ม.ค. 2014].
  • ไทยโพสต์.  “กรรณิการ์ ไม้ดอกงามบรรเทาไข้ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaipost.net.  [30 ม.ค. 2014].
  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน.  นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 268 คอลัมน์: ต้นไม้ใบหญ้า.  “กรรณิการ์ คุณค่าที่คู่ควรจมูก ตา (และหู)”.  (เดชา ศิริภัทร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th.  [30 ม.ค. 2014].
  • สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.  “กรรณิการ์”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th/botany/.  [30 ม.ค. 2014].
  • หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  “กรรณิการ์”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 7-8.